ผวาดอกเบี้ยอยู่ยาว กดดันตลาดหุ้น จับตาบาทอ่อน-เงินทุนไหลออก
นักลงทุนผวา เฟด เร่งขึ้นดอกเบี้ยสูงอีกยาวนาน หลังสหรัฐฯเผยดัชนีผู้ผลิตพุ่ง +6% สูงกว่าที่คาดการณ์ อาจบ่งชี้ได้ว่าเงินเฟ้อยังไม่จบสิ้น ด้านในไทยเงินบาทอยู่ในภาวะอ่อนค่า จากแรงกดดันเงินดอลลาร์ รวมถึงงบไตรมาส 4/65 ออกมาแย่กว่าที่คาดในหลายบริษัท ส่งผลให้กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ โบรกแนะ 9 หุ้นใหญ่ รอกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามา
เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลง 1,000 ราย อยู่ที่ 194,000 ราย ต่ำว่าคาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ราย ส่วนดัชนีผู้ผลิต (PPI) ที่เป็มมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิตเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น +6% จากปีก่อน และ เพิ่มขึ้น +0.7% จากเดือนก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก ส่วนดัชนีดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน ไม่รวมอาหารและพลังงาน เดือน ม.ค. (Core PPI) เพิ่มขึ้น +5.4% จากปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดเช่นกัน
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ระบุว่า ประเด็นดังกล่าว ทำให้นักลงทุนกังวลธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาดว่า จนไปถึงระดับ 5.5%
ทั้งนี้ เครื่องมือ Fed Watch Tool ของ CME Group เผยให้เห็นว่า ขณะนี้นักลงทุนคาดการณ์ เฟด จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% อกจำนวน 3 ครั้ง สู่ระดับ 5.25-5.50% และจะตรึงเอาไว้ ก่อนจะปรับลดในช่วงสิ้นปี 66 นอกจากนี้
โดยส่งผลให้กระแสเงินลงทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง กดดันตลาดหุ้นดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐฯ ปรับลด 1.26% ที่ 33,696.85 จุด แนสแด็ก (Nasdaq) ปรับลด 1.78% ที่ 11,855.83 จุด
ด้านค่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 104 จุด ส่งผลให่กดดันค่าเงินอื่น ๆ อ่อนค่า ร่วมถึงไทย เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34.5 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET) กระแสเงินทุนเริ่มไหลออกมาราว 25,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 30 ม.ค. – 14ก.พ. เนื่องจากค่าเงินบาททีอ่อนค่าเร็ว และอยู่ในช่วงประกาศงบไตรมาส 4ปี65 ของหลายบริษัท ที่ผลออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก แต่อย่างไรก็ตามเริ่มมองเห็นสัญญาณแรงขายเริ่มชะลอลง และเริ่มมีการกลับมาซื้อสุทธิสัญญา SET50 Futures ราว 48,000 ล้านบาท ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา
ประเมินกรอบวันนี้ (17 ก.พ.66) คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1640 – 1660 จุด
ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาท ฝ่ายวิจัยบล.เอเชียพลัส เชื่อว่าอาจกลับมาแข็งค่าได้ในระยะต่อไป ซึ่งจะทรงตัวอยู่ที่ 34.50-34.80 บาทต่อดอลลาร์ และหากตลาดซึมซับปัจจัยลบจากงบไตรมาส 4/65 ในระดับหนึ่งแล้ว อาจมีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาในระยะถัดไป
ฝ่ายวิจัยฯ ระบุอีกว่า ถือเป็นจังหวะในการสะสมหุ้นใหญ่ที่ลงมาลึก เพื่อคาดหวังการฟื้นกลับตามที่กระแสเงินทุนมีโอกาสไหลกลับมามากขึ้น แนะนำ ADVANC, GULF, BGRIM, TU, AOT, KBANK, BBL, TISCO, CRC
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB